การออกแบบสื่อ
การออกแบบสื่อ
การออกแบบสื่อ
สื่อการสอนนับว่ามีประโยชน์มากเพราะสื่อการสอนเปรียบเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจในเนื้อหาและได้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นมากกว่าที่ครูผู้สอนจะสอนโดยการมาบรรยายหรือสอนตามเนื้อหา โดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยสอนเลย
หลักในการใช้สื่อ
ในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนแต่ละครั้งครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของสื่อการสอนแต่ละชนิด ดังนี้
1. ความเหมาะสม สื่อที่จะใช้นั้นเหมาะสมกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการสอนหรือไม่
2. ความถูกต้อง สื่อที่จะใช้ช่วยให้นักเรียนได้ข้อสรุปที่ถูกต้องหรือไม่
3. ความเข้าใจ สื่อที่จะใช้นั้นควรช่วยให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและให้ข้อมูลที่ถุกต้องแก่นักเรียน
4. ประสบการณ์ที่ได้รับ สื่อที่ใช้นั้นช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่นักเรียน
5. เหมาะสมกับวัย ระดับความยากง่ายของเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในสื่อชนิดนั้น ๆ เหมาะสมกับระดับความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของนักเรียนหรือไม่
6. เที่ยงตรงในเนื้อหา สื่อนั้นช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาที่ถูกต้องหรือไม่
7. ใช้การได้ดี สื่อที่นำมาใช้ควรทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้ดี
8. คุ้มค่ากับราคา ผลที่ได้จะคุ้มค่ากับเวลา เงิน และการจัดเตรียมสื่อนั้นหรือไม่
9. ตรงกับความต้องการ สื่อนั้นช่วยให้นักเรียนร่วมกิจกรรมตามที่ครูต้องการหรือไม่
10. ช่วยเวลาความสนใจ สื่อนั้นช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสนใจในช่วงเวลานานพอสมควรหรือไม่
ในการพิจารณาเลือกใช้สื่อการสอนแต่ละครั้งครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของสื่อการสอนแต่ละชนิด ดังนี้
1. ความเหมาะสม สื่อที่จะใช้นั้นเหมาะสมกับเนื้อหาและวัตถุประสงค์ของการสอนหรือไม่
2. ความถูกต้อง สื่อที่จะใช้ช่วยให้นักเรียนได้ข้อสรุปที่ถูกต้องหรือไม่
3. ความเข้าใจ สื่อที่จะใช้นั้นควรช่วยให้นักเรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลและให้ข้อมูลที่ถุกต้องแก่นักเรียน
4. ประสบการณ์ที่ได้รับ สื่อที่ใช้นั้นช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่นักเรียน
5. เหมาะสมกับวัย ระดับความยากง่ายของเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในสื่อชนิดนั้น ๆ เหมาะสมกับระดับความสามารถ ความสนใจ และความต้องการของนักเรียนหรือไม่
6. เที่ยงตรงในเนื้อหา สื่อนั้นช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาที่ถูกต้องหรือไม่
7. ใช้การได้ดี สื่อที่นำมาใช้ควรทำให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้ดี
8. คุ้มค่ากับราคา ผลที่ได้จะคุ้มค่ากับเวลา เงิน และการจัดเตรียมสื่อนั้นหรือไม่
9. ตรงกับความต้องการ สื่อนั้นช่วยให้นักเรียนร่วมกิจกรรมตามที่ครูต้องการหรือไม่
10. ช่วยเวลาความสนใจ สื่อนั้นช่วยกระตุ้นให้นักเรียนสนใจในช่วงเวลานานพอสมควรหรือไม่
การออกแบบข้อมูลมัลติมีเดีย
|
1.การใช้ข้อความ
(1)ไม่ควรบรรจุข้อความเต็มหน้าจอเพราะทำให้ยากต่อการอ่าน
ทำให้
รู้สึกน่าเบื่ออาจลดการเรียนรู้
ลงได้ควรใช้การเขียนเป็นแบบโครงร่างรายการแทน
อาจใช้วิธีวาง รูปประกอบไว้ด้านข้างของข้อความ
หรือแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย่อย
สิ่งสำคัญของการ ออกแบบหน้าจอให้มีประสิทธิผล คือการท
ำให้
หน้าจอนั้นดูธรรมดาและมีตัวอักษร หัวข้อ
หลักและหัวข้อย่อยในเว็บเพจแต่ละหน้าอย่างคงเส้นคงวา
แสดงการจัดข้อความให้อ่านง่าย ไม่สับสน
(2) การใช้ข้อความ
เกี่ยวข้องกับการจัดรูปแบบการพิมพ์ที่เหมาะสม
กล่าวคือเลือกลักษณะของตัวอักษร
และจัดแถววางแนวของตัวอักษรในแต่ละหน้าของเว็บ
เพจโดยมีข้อควรพิจารณาดังนี้คือขนาดของ
ตัวอักษรมีความคงเส้นคงวาไม่ควรใช้ตัวอักษร
เกินกว่า2 รูปแบบในภาวะปกติไม่เจตนาเน้นคำจนเกิน
ควรจัดข้อความให้อยู่ในรูปแบบที่
อ่านง่ายและกำหนดช่องว่าง หรือช่องไฟให้เหมาะสม
(3) ใช้ข้อความเป็นส่วนเชื่อมโยงเพื่อกำหนดทิศทางการใช้ในลักษณะนี้
เป็นการใช้ที่คุ้นเคยกัน ข้อความ
ที่เป็นไฮเปอร์ลิงค์จะมีเส้นขีดใต้ข้อความสีน้ำเงินด้วยเหตุนี้
ในหน้าเว็บเพจจึงควรมีข้อความเป็น
ไฮเปอร์ลิงค์ควบคู่กับการใช้ภาพกราฟิกเป็นส่วนกำหนด
ทิศทางข้อดีของการใช้
ข้อความเป็นส่วนเชื่อมโยงคือเข้าถึงข้อมูลเร็ว
(4) ใช้เป็นเมนูแบบแสดงรายการให้เลือกโดยใช้ภาษาจาวาสคริปต์
สร้างเมนูแบบแสดงรายการให้
เลือกนี้จะใช้พื้นที่ในหน้าจอน้อยกว่าการใช้กราฟิก
2.การใช้พื้นหลังและสี
(1) ถ้าเลือกใช้พื้นหลังสีเข้มให้เลือกสีตัวหนังสือสีอ่อน
หรือถ้าเลือก พื้นหลังสีอ่อนให้เลือกสีตัวหนังสือ
สีเข้ม
(2) ให้ระมัดระวังเมื่อใช้พื้นหลังที่มีลายข้อความหรือกราฟิกบนพื้น
ลวดลายมักจะท
าให้อ่านได้ลำบาก
ถ้าต้องใช้พื้นหลังที่มีลายให้ใช้สีพื้นเรียบเป็นพื้นรองรับ
ส่วนที่เป็นข้อความและกราฟิกนั้นอีกครั้ง
3.การใช้กราฟิก
(1) ใช้เป็นปุ่มกำหนดทิศทาง(Navigation
button) เพื่อช่วยให้ผู้มา
เยี่ยมชมใช้เข้าไปยังส่วนต่างๆของ
เว็บไซต์หากออกแบบได้ดีปุ่มเหล่านี้จะมองหาและอ่านได้
ง่ายกว่าการใช้ข้อความเป็นส่วนเชื่อมโยง ภาพ
กราฟิก ช่วยเพิ่ม ความเด่น
เพิ่มสีสันและ ลักษณะเฉพาะของเว็บไซต์จึงมักพบว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่ใช้
กราฟิกเป็นปุ่มก
าหนดทิศทาง ข้อดีของการใช้กราฟิกเป็นส่วนกำหนดทิศทางคือ
ทำให้น่าดูคนเรามัก
จะสะดุดตากับสีสัน
หรือส่วนที่เปลี่ยนไปที่สำคัญช่วยให้ผู้เข้ามาเว็บไซต์นั้นใช้ได้สะดวกข้อเสียคือ
หากใช้ขนาด ไม่เหมาะสมอาจทำให้ใช้เวลาในการถ่ายโอนนานและดูเกะกะสายตาควรใช้ปุ่มที่มีขนาด
ของ
แฟ้มภาพประมาณ1-5 KB และมีความกว้างระหว่าง60 –165 จุดความสูง25
–60 จุดและ
ไม่ควรใช้
เอฟเฟ็กต์ในการแสดงปุ่มมากจนผู้ใช้ไม่เข้าใจว่าเป็นปุ่มไฮเปอร์ลิงค์
และถ้า กำหนดให้มีข้อความปรากฏ
ก่อนภาพ (Alternative text) จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถคลิกเชื่อมโยง
ได้โดยไม่ต้องรอให้ภาพถ่ายโอน
มาเสร็จ
(2)ใช้เป็นภาพแผนที่
เพื่อช่วยให้ผู้มาเยี่ยมชมเข้าไปยังส่วนต่างๆของ
เว็บไซต์หากออกแบบได้ดีภาพ
แผนที่จะช่วยดึงดูดสายตาในเว็บเพจหน้านั้น
ภาพแผนที่เป็น ภาพหนึ่งภาพที่เมื่อคลิกส่วนต่างๆของภาพ
จะเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจหน้าต่างกัน
มีข้อดีคือ
ทำให้ผู้ออกแบบสร้างสรรค์กราฟิกให้สวยงามได้มาก
กว่าการออกแบบปุ่มและในบางครั้งการ
ถ่ายโอนภาพเพียงภาพเดียวจะเร็วกว่าการถ่ายโอนปุ่มหลายปุ่ม
ส่วนข้อเสียที่พบคือการ ออกแบบสร้างภาพให้สวยงามที่มีความซับซ้อน
จะทำให้ใช้เวลาในการถ่ายโอน
นาน
(3) ใช้เป็นโลโก้เพื่อแสดงภาพสัญลักษณ์ขององค์กรโลโก้ช่วยให้เกิด
การจดจำชื่อและเพิ่มความน่ามอง
ให้กับเอกสารหรือเว็บเพจนั้น
(4) ใช้เป็นจุดบูลเล็ต(Bullet point) เพื่อดึงสายตาผู้มาเยี่ยมชมให้
มองเห็นส่วนหลักของเอกสารและยัง
ใช้เพื่อคั่นย่อหน้าในเว็บเพจที่มีหลายย่อหน้า
(5) ใช้เป็นหัวเรื่อง(Masthead) เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมรู้ว่าอยู่ส่วนไหนของ
เว็บเพจโดยอาจเพิ่มภาพคลิปอาร์ต
(Clip art) ให้ดูน่ามองขึ้น
(6) ใช้เป็นเส้นแบ่งหรือเส้นคั่น (Divider
line หรือhorizontal rule) โดยทั่วไปใช้เพื่อกั้นส่วนท้ายของ
หน้า
ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อคำถามและคำตอบ
(7) ใช้เป็นภาพพื้นหลัง(Background image) เพื่อให้เว็บเพจดูสวยงาม
และง่ายสำหรับผู้ใช้ในการเข้า
ไปในส่วนต่างๆ
พื้นหลังที่เป็นที่นิยมคือแถบด้านข้างที่มีส่วน เชื่อมโยงไปยังเว็บเพจหน้าอื่นๆ
(8) ใช้เป็นหัวข้อ(Heading) ด้วยข้อความที่เป็นกราฟิกเพื่อลดปัญหา
การไม่มีรูปแบบอักขระในเครื่อง
คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้
(9) ใช้เป็นภาพถ่าย(Photo)มักใช้เพื่อให้เว็บเพจนั้นน่าสนใจด้วย
ภาพถ่ายของคน
4.การใช้ภาพเคลื่อนไหว
(1) แสดงความต่อเนื่องของภาพที่เปลี่ยนแปลงไป
(2) บ่งบอกขนาดและมิติในการเปลี่ยน
(3) แสดงการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
(4) แสดงสิ่งหลากหลายอย่าง
(5) ทำให้ภาพกราฟิกน่าสนใจมากขึ้น
(6) ช่วยในการมองโครงสร้าง3 มิติ
(7) ใช้ดึงดูดความสนใจในช่วงเริ่มต้น
แล้วให้หยุดนิ่งเพื่อไม่ให้น่ารำคาญ
(8) เพื่อให้ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูล
5.การใช้วีดีทัศน์
(1) มีการนำเสนอในลักษณะของรายการโทรทัศน์ภาพยนตร์
(2) ให้ผู้ใช้ประทับใจในบุคลิกภาพของผู้พูดและรับประสบการณ์เพิ่มขึ้น
(3) แสดงสิ่งที่เคลื่อนไหวเช่น
ส่วนของการเต้นบัลเลย์หรือการสาธิต
6.การใช้เสียง
(1)ช่องของการสื่อด้วยเสียงแยกออกจากการแสดงผลในลักษณะอื่น
จึงไม่กระทบต่อข้อมูลบนหน้าจอ
(2) เสียงพูดใช้เพื่อเสริมการช่วยเหลือ
หรือให้คำแนะนำ
(3) เสียงพูดใช้แทนวีดีทัศน์เพื่อช่วยให้จินตนาการถึงบุคลิกลักษณะ
ของผู้พูด
(4) ทั้งนี้การใช้เสียงบนเว็บอาจเป็นเสียงดนตรีเสียงพูดและเสียง
ประกอบต่างๆเสียงดนตรีเป็นรูปแบบ
ของเสียง ที่ใช้กันมาก
การออกแบบสื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอน
สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนจะดีหรือไม่
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความ
สวยงามของกราฟิกเสียงที่
เร้าใจหรือภาพเคลื่อนไหวที่น่าติดตามแต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบ
บทเรียนที่ดีการเสนอเนื้อหาทำให้
ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจตรงตามจุดประสงค์ของบทเรียนได้ดี
เริ่มจากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้จัด
การสอนให้เนื้อหาเรียงไปตามลำดับ (Linear
Sequence) เริ่มจากเรื่องที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้วไปถึงเรื่อง
ใหม่ๆ
ที่ยังไม่รู้โดยทำเป็น กรอบ (Frame) หลายๆกรอบ
ผู้เรียนจะค่อยๆเรียนไปทีละกรอบตามลำดับ
ง่ายไปสู่ยาก เนื้อหาที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นนั้น
จะต้องเพิ่มขึ้นทีละน้อยค่อนข้างง่ายและ มีสาระความเปลี่ยน
แปลงในแต่ละกรอบ
จะต้องสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
แต่ละกรอบจะต้องมีการแนะนำความรู้ใหม่
เพียงอย่างเดียวการเสนอ
ความรู้เนื้อหาอะไรใหม่ๆ
ทีละมากๆจะทำให้ผู้เรียนสับสนได้ง่ายในระหว่าง
การเรียนจะต้องให้ผู้เรียนแต่ละคน
มีส่วนในการท กิจกรรม ตามไปด้วยเช่น ตอบคำถาม ทำแบบทดสอบ
ไม่ใช่คิดตามอย่างเดียวเพราะจะทำให้เบื่อหน่าย การเลือกคำตอบที่ผิด
อาจทำให้กลับไปทบทวนกรอบ
ของแบบเรียน เก่า
หรือได้เป็นกรอบใหม่ที่อธิบายถึงความเข้าใจผิดหรือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
หรือถ้าเป็น คำตอบที่ถูกต้องผู้เรียนควรได้รับผลป้อนกลับที่ดี
ทำให้ผู้เรียนมีความสนุกสนานไปด้วย
คำตอบที่ถูกมักได้รับคำชมเชยทำให้มีกำลังใจส่วนคำตอบที่ผิดบางทีอาจถูกตำหนิซึ่งก็จะ
ไม่มีใคร
ได้ยิน ทำให้รู้สึกอับอายหรือหมดกำลังใจ
การเรียนด้วยวิธีนี้ทำให้ผู้เรียนเรียนได้ตามความสามารถ
ของตนเองจะ
ใช้เวลาในการทบทวนบทเรียนหรือคิดคำตอบนานเท่าไรก็ได้ผู้เรียนจะไม่รู้สึกกดดัน
ด้วย
กำหนดเวลาที่จะต้องรอเพื่อนหรือตามเพื่อนให้ทัน
การเรียนในลักษณะนี้เป็นการเรียนโดยเน้น
ที่ความถนัดของแต่ละ
บุคคลแต่ละคนจะมีความถนัดต่างกันแม้แต่ในวิชาเดียวกัน การเรียนบทเรียน
แต่ละบทก็จะ
ใช้เวลาไม่เท่ากัน
|
อ้างอิง :
สุพรรณิการ์ อินต๊ะคำมา - 06 ต.ค. 2544 การออกแบบสื่อ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น